ทุกวันนี้เมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีได้รุดหน้าขึ้นทุกวันอย่างก้าวกระโดด แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติที่โดนทำลายเพราะฝีมือมนุษย์ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่มากพอ แม้ว่าจะมีการก่อตั้งองค์กร และมูลนิธิที่ไม่หวังผลกำไรขึ้นมาจำนวนมากเพื่อปกป้องดูแลธรรมชาติและสัตว์ป่าเอาไว้ แต่การรุกรานเพื่อผลประโยชน์ของคนก็ยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งแวดล้อมศึกษา (ENVIRONMENTAL EDUCATION: EE) จึงเริ่มได้รับความสนใจในฐานสาขาวิชาแขนงหนึ่งมากขึ้น โดยในหลายมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติก็เริ่มมุ่งความสำคัญในด้านนี้ ทั้งต่อยอดมาจากวิชาการในบางสาขาอยู่แล้ว เช่น งานด้านสมุทรวิทยา ซึ่งมุ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบนิเวศน์และสัตว์น้ำเป็นหลัก หรืองานอนุรักษ์พันธุ์ป่าไม้ ฯลฯ

ทุกวันนี้หลายหน่วยงานในโลกต่างก็ยอมรับว่าความหลากหลายทางชีวภาพนับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ในโลกให้เกิดความสมดุลและมีเสถียรภาพ ไม่มีสิ่งใดในธรรมชาติที่จะไร้ประโยชน์ไปเสียหมด แต่มันคือส่วนประกอบหนึ่งในนั้น มนุษย์เคยมีบทเรียนของการกำจัด และทำลายสิ่งมีชีวิตบางประเภทที่เราเคยตัดสินเอาง่ายๆ ว่าไร้ประโยชน์ แต่มันกลับส่งผลให้เกิดคามเสียหายอย่างรุนแรงเป็นลูกโซ่ตามมาหลายครั้ง

นับตั้งแต่การประชุมใหญ่เกี่ยวกับประเด็นนี้ที่ทำให้เกิดกรอบแนวคิด และหลักการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันระหว่างประเทศ ได้แก่ กฎบัตรเบลเกรด ตั้งแต่ พ.ศ.2518 นำไปสู่การประชุมจากผู้แทนทั่วโลกมากกว่า 60 ประเทศที่สหภาพโซเวียตในเวลานั้น เพื่อจำกัดความสิ่งแวดล้อมศึกษาว่าไม่ได้เกี่ยวกับธรรมชาติเท่านั้น แต่มันคือกระบวนการศึกษาเพื่อมุ่งสร้างจิตสำนึกให้ผู้คนในโลกได้สำนึกและห่วงใยในปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งล้วนจะส่งผลต่อโลกและชีวิตมนุษย์ในภายภาคหน้า และปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

นี่จึงเป็นก้าวสำคัญของวิชาแขนงนี้ ซึ่งก็ได้พัฒนาการเรื่อยมา สำหรับในประเทศไทย มุ่งใช้วิธีการหลายอย่างเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ในวิสัยทัศน์ของปี พ.ศ.2559 เป็นต้นมา จึงมุ่งกระบวนการเรียนรู้ผ่านทางธรรมชาติจริงในสิ่งแวดล้อม ซึ่งนักวิจัยด้านนี้ได้พยายามหาชี้ว่า แม้วิสัยทัศน์และจุดมุ่งหมายจะดูยิ่งใหญ่ระดับโลก แต่สุดท้ายแล้ว กระบวนการลงมือทำที่ดีที่สุดก็คือในท้องถิ่นนั่นเอง

เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ค่อยสนใจเรื่องไกลตัวมากเกินไปนัก ถ้าหากว่าเรื่องนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องหรือส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตหรือทำให้เกิดความเดือดร้อน ตัวอย่างเช่น อุทกภัยรุนแรงในกรุงเทพและหลายจังหวัดเมื่อ พ.ศ. 2554 ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ การให้ความใส่ใจต่อปัญหาตัดไม้ทำลายป่าก็ยังคงเกิดขึ้นต่อไปก็เป็นได้ อีกทั้งผู้คนก็อาจจะไม่ได้คิดว่า เราไม่ได้ทำลายชั้นบรรยากาศหรือโอโซนของโลก ดังนั้นแทนที่จะมุ่งภาพใหญ่ ก็จับลงภาพเล็กก่อน เอาแค่ให้สามารถลดละการใช้สารเคมีหรือพลาสสิกทิ้งลงแม่น้ำหรือแหล่งธรรมชาติให้ได้ เท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว หรืออาจสรุปได้ว่า มันคือการสร้างวินัยให้มนุษย์ที่จะเลิกมักง่ายแล้วหันมาปกปักษ์ธรรมชาติบ้างนั่นเอง